|
อัศจรรย์พระบรมสารีริกธาตุ
“พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอธิษฐานว่า....เราดำรงอยู่ไม่ยั่งยืน....เหล่าสัตว์จำนวนน้อยเห็นเรา....ที่ไม่เห็นเราจำนวนมากกว่า....สัตว์เหล่านั้นถือเอาธาตุของเราบูชาอยู่ที่นั้น....จักมีสวรรค์เป็นเบื้องหน้า” (วัมมิกสูตรและอรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่มที่18 หน้า324-346)
“อานิสงส์การบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ให้ผลเท่ากับการบูชาองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่” (ในขุททกนิกายอปทาน เล่มที่71 หน้า 405-408)
การสักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุจึงมีอานิสงส์มากมาย ผู้ใดได้สักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ถือเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งในชีวิต ชีวิตจะมีความสงบสุขร่มเย็น
มีความเจริญรุ่งเรือง เทวดารักษาคุ้มครอง อันตรายทั้งหลายไม่มาทำร้ายเบียดเบียน
พระบรมสารีริกธาตุ หมายถึง ส่วนต่างๆของร่างกายโดยเฉพาะอัฐิขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งพระพุทธองค์ได้อธิษฐานจิตให้เหลือไว้ หลังเสด็จปรินิพพานและถวายพระเพลิงพระสรีระ ณ เมืองกุสินารา ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชได้อัญเชิญพระสาริริกธาตุบรรจุในเจดีย์ 84,000 องค์ในอินเดีย และได้แบ่งพระธาตุออกเป็น 16 กองแจกจ่ายให้อาณาจักรต่างๆนำไปสักการบูชา
ธาตุ แปลว่า ทรงไว้หรือสิ่งที่ยังคงอยู่ หมายถึง สิ่งที่อยู่ทั้งในรูปธรรมและนามธรรมไม่สูญสลาย อาจเปลี่ยนแปลงสีสันหรือรูปได้ พระบรมสารีริกธาตุหรือพระบรมธาตุมีสีต่างๆ สีใสเหมือนแก้ว สีขาวดุจสังข์ สีขาวขุ่น สีทอง สีแดง สีดำ สีชมพู สีเหลือง ฯลฯ พระบรมสารีริกธาตุแบ่งได้ตามลักษณะสำคัญและที่พบได้ปัจจุบันคือ พระอุณหิส (กระดูกกระหม่อม),พระเขี้ยวแก้ว (เขี้ยวฟัน) ,พระรากขวัญ (กระดูกไหปลาร้า) และพระธาตุที่แตกเป็นส่วนย่อยมีลักษณะพรรณสัณฐานกลมเหมือนเมล็ดถั่ว ,คล้ายเมล็ดถั่วแตก ,คล้ายเมล็ดข้าวสารหัก,คล้ายเมล็ดผักกาดซึ่งพบได้มากที่สุด และยังมีพระเกศาธาตุ พระโลหิตธาตุ และพระธาตุส่วนสมอง
พระบรมสารีริกธาตุในปัจจุบันนอกจากจะเป็นพระบรมสารีริกธาตุของพระสมณโคดมพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันในพุทธกัปป์นี้ ยังมีพระบรมสารีริกธาตุอีกมากมายนับไม่ถ้วนของอดีตพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ แบ่งกระจายกันไปทั้งโลกสวรรค์ โลกมนุษย์ โลกบาดาล และ โลกกายทิพย์ทั้งหลายที่นับถือพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นที่สักการบูชาสูงสุด พระบรมสารีริกธาตุ ทุกพระองค์มีเทวดารักษา สำหรับในมนุษย์โลกเทวดาจะเลือกมนุษย์ผู้มีวาสนารับพระบรมสารีริกธาตุไว้รักษาและสักการบูชาต่อไป จึงกล่าวกันว่าผู้ได้รับพระบรมสารีริกธาตุ “เป็นผู้มีบุญ” และยังเป็นผู้มีบุญจากอดีต หมายถึงในอดีตชาติพวกเขาเป็นผู้สักการะบูชาพระพุทธเจ้า ผู้ไหว้พระบรมสารีริกธาตุด้วยจิตศรัทธา ผู้มายถึงผผผช่วยเหลือทำนุบำรุงดูแลพุทธศาสนา พวกเขาเหล่านี้จะถูกเลือกให้เป็นผู้ดูแลรักษาพระบรมสารีริกธาตุในชาติปัจจุบัน
ไม่แน่นอนว่าพระบรมสารีริกธาตุจะอยู่กับผู้ใดอย่างถาวร หากขาดการปฏิบัติที่ดี ไม่สวดมนต์ไหว้พระ ไม่สำรวมตนอยู่ในความดีงาม จะพบว่าพระบรมสารีริกธาตุที่มีอยู่อันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย ตรงกันข้าม.....สำหรับผู้ที่ตั้งมั่นในศีลในธรรม สวดมนต์ไหว้พระ มักได้พบเหตุการณ์อัศจรรย์ของพระบรมสารีริกธาตุ เช่น พระธาตุเสด็จ คือจู่ๆ ที่บ้านก็ปรากฏมีพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งจะได้นิมิตเป็นมงคลก่อนอย่างเช่น ฝันเห็นพระบรมธาตุเจดีย์ หรือฝันว่ามีเทวดามามอบพระบรมสารีริกธาตุ เป็นต้น สำหรับคนที่มีอยู่แล้วมักจะพบพระบรมสารีริกธาตุที่มีอยู่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเช่น... เปลี่ยนสีหรือขนาดหรือมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ที่บ้านของอาจารย์หวงพบทั้งสองอย่างค่ะ คือมีพระธาตุเสด็จมาเพิ่ม และพระธาตุที่ได้มาตอนแรกองค์เล็กมากก็กลายเป็นองค์ใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ของพระบรมสารีริกธาตุที่พบเจอด้วยตนเอง
นอกจากพระบรมสารีริกธาตุแล้ว พระธาตุของครูบาอาจารย์ที่ละสังขารแล้วมีลักษณะคล้ายกัน คือสามารถเพิ่มจำนวนได้ ขนาดเปลี่ยนแปลงได้ มีสีสันหลากหลายเช่นเดียวกับพระบรมสารีริกธาตุ ถ้าเป็นเส้นผมจะแข็งสีเงินใสหรือสีเงินทึบไม่ผุสลายเหมือนเส้นผมมนุษย์ทั่วไปบ้าง ข้าวจากก้นบาตรหรือชานหมากของครูบาอาจารย์ก็พบว่าเป็นพระธาตุได้เช่นกัน จากเม็ดข้าวสารหรือชานหมากกลายเป็นหินสีหรือแก้วทั้งมีสีใส ขาวขุ่น และสีต่างๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพและสารประกอบที่น่าอัศจรรย์ เป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์ยากจะพิสูจน์
หลวงตามหาบัวท่านกล่าวว่า “ พอใจบริสุทธิ์เรียบร้อยแล้ว ความบริสุทธิ์ของใจนี้ล่ะ....ฟอกธาตุฟอกขันธ์ของท่านโดยหลักธรรมชาติ ยิ่งเวลาท่านภาวนา จิตเข้าข้างในนี้ ฟอกร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าท่านอยู่ธรรมดานี้ก็ฟอกไปธรรมดาเป็นอัตโนมัติ เมื่อจิตผ่านการฟอกแล้ว...ฟอกเล่า พอมรณภาพไป อัฐิของท่านก็กลายเป็นอัฐิที่สะอาดไปตามส่วนของธรรม จึงกลายเป็นพระธาตุได้ เข้าใจไหมล่ะ คือมันฟอกอยู่ในตัว จิตที่บริสุทธิ์แล้วฟอกธาตุฟอกขันธ์ให้บริสุทธิ์ไปตามส่วนของธาตุขันธ์ เพื่ออรรถเพื่อธรรมอันละเอียด จึงกลายเป็นพระธาตุได้” (ขันธ์หมายถึง กองหรือส่วน ในทางพระพุทธศาสนาหมายถึงสิ่งที่รวมเข้ามาเป็นสรรพสิ่งทั้งหลาย ประกอบด้วย 5 อย่างคือรูปขันธ์,เวทนาขันธ์ ,สัญญาขันธ์ , สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ รูปขันธ์หมายถึง ส่วนที่เป็นวัตถุ เป็นฐานของจิต เวทนาขันธ์หมายถึง ความรู้สึกที่ทำให้รู้สึกเป็นทุกข์หรือสุข สัญญาหมายถึง ความจำได้ระลึกได้ในสิ่งต่างๆ สังขารขันธ์หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งจิต วิญญาณขันธ์หมายถึง ที่รับรู้สภาพต่างๆที่เกิดขึ้น)
เห็นพระบรมสารีริกธาตุ...เห็นธรรม
วันหนึ่งหลังอาจารย์ไหว้พระสวดมนต์ ได้นั่งมองไปยังพระบรมสารีริกธาตุแล้วบังเกิดความปิติว่า “นี่ล่ะคือธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ให้ไว้กับมนุษย์....” เป็นสัจธรรมคือความจริงที่เกิดขึ้นพระบรมสารีริกธาตุเป็นที่รวมคำสอนของพระพุทธองค์เป็นทั้งทุกขัง เป็นทั้งอนิจจัง เป็นทั้งอนัตตา แม้เป็นพระพุทธเจ้าก็เจ็บป่วยได้ เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ และสุดท้ายพระองค์ได้ละสังขารปรินิพานไป พระบรมสารีริกธาตุที่เหลืออยู่เป็นธรรมให้กับมนุษย์เห็นถึงความไม่แน่นอนของชีวิต....พระองค์ เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นมหาเอกบุรุษยังต้องเผชิญกับกฎของธรรมชาติ....กฎการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นของธรรมดาไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ พระองค์เรียนรู้พิจารณาและฝึกปฏิบัติด้วยตนเองจนตรัสรู้และถ่ายทอดความรู้อันประเสริฐนั้นแก่มนุษย์และเทวดา เป็นความรู้ใหม่ที่บังเกิดขึ้นในโลก ไม่มีศาสนาใดเคยสอน ความเกิด...ความแก่...ความเจ็บ...ความตาย...ล้วนเคยเกิดขึ้นในพระบรมสารีริกธาตุนี้ ด้วยพระพุทธองค์ได้อธิษฐานจิตไว้ให้เหลือพระบรมสารีริกธาตุแม้พระองค์ปรินิพพานละสังขารจากโลกไปแล้ว เพื่อเป็นพระพุทธานุภาพ พระธรรมนุภาพ พระสังฆานุภาพ ให้มนุษย์ผู้มีศรัทธาได้สักการบูชา เป็นที่พึ่งที่อาศัยยึดเหนี่ยวจิตใจให้เรียนรู้ธรรมกันต่อไปจนกว่าจะพ้นทุกข์
อาจารย์หวง (อ.นลินทิพย์ อิทธิพรพิทักษ์)
|
คาถาสักการบูชาพระธาตุ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
อิติปิโส ภะคะวา นะมามิหัง ตัง ภะคะวันตัง
ปะระมะสารีริกธาตุยา ลัทธิง อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะ ทัมมะสาระถิ
สัตถา เทวะ มะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ,
อุกาสะ วันทามิ ภันเต เจติยัง สัพพัง สัพพัตถะฐาเน สุปะติฏฐิตัง
พุทธะสารีรังคะธาตุง มะหาโพธิง พุทธะรูปัง คันธะกุฏิง จะตุราสีติสสะหัสเส ธัมมักขันเธ สัพเพตัง ปาทะเจติยัง สักการัตถัง
อะหังวันทามิธาตุโย
อะหังวันทามิธาตุโส
อิจเจตัง ระตะนัตตะยัง อะหัง วันทามิ สัพพะทา , พุทธะบูชา มะหาเตชะวันโต
ธัมมะบูชา มหัปปัญโญ
สังฆะบูชา มะหาโภคาวะโห
ติโลกะนาถัง รัตตะนะตะยัง อะภิปูชะยามิ
|
|